วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ว่าด้วยเรื่องของฝาก ของขวัญ"


เมืองไทยเรานี้แสนดีหนักหนา ผลิตผลจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยล้วนมีจุดดี จุดเด่นและเป็นความต้องการของทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งหลายที่เข้ามาประเทศไทยล้วนตื่นตาประทับใจและซื้อหากลับไปจนสร้างชื่อลือกระฉ่อนให้กับประเทศไทยเสมอมา

     แต่น่าเสียดายที่ความเป็นไปเช่นว่านี้ยังคงเป็นไปตามยถาบุญ ยถากรรม คือราษฎรในท้องถิ่นไหนคิดอ่านทำการอย่างใดก็ทำกันไปอย่างนั้น ไม่เคยมีการกำหนดยุทธศาสตร์ ไม่เคยมีการทำแผนการระดับชาติเพื่อสนับสนุนหรือยกระดับ

     ทั้ง ๆ ที่การผลิตของขวัญ ของฝาก เหล่านั้นถ้าทำให้เป็นล่ำเป็นสัน ทำให้เป็นจริงเป็นจังและได้รับการสนับสนุนอย่างมีแผน อย่างมียุทธศาสตร์แล้วก็จะเป็นการจ้างงานและสร้างงานขึ้นในทุกถิ่นที่ รวมทั้งชนบทหัวบ้านหัวเมืองทั้งหลาย และโดยภาพรวมก็จะสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย

     อย่าลืมว่าคนไทยเรานี้มีพรสวรรค์วิเศษในการทำของขวัญ ของฝาก ด้วยฝีมืออันลือชา ประณีต ละเอียดอ่อน ที่ไม่มีชาติไหนในโลกนี้จะทำได้เสมอเหมือน ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะทำกันตามยถากรรม แต่ด้วยความเลิศล้ำด้วยฝีไม้ลายมือและภูมิปัญญาไทย ของขวัญ ของฝากไทย ก็กลายเป็นของดีของเด่นที่ทั้งคนไทยและคนต่างชาติพากันนิยมชมชอบ

     มีความอันน่ายินดีที่จะต้องบอกกล่าวให้ชนชาวไทยทั่วประเทศได้รับทราบทั่วกันว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้แล้วและได้สั่งการให้ส่วนราชการต่าง ๆ ช่วยกันบูรณาการเพื่อพัฒนาและยกระดับของขวัญ ของฝาก ทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อยกระดับรายได้ ยกระดับการผลิต ยกระดับการแปรรูป ยกระดับสินค้า ยกระดับการจำหน่าย และยกระดับทางการตลาด

     ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่กำลังมีการทำเรื่องนี้กันอย่างเป็นจริงเป็นจังเป็นเรื่องเป็นราว นึกดูกันให้ดีเถิดว่าสักวันหนึ่งเมื่อทุกถิ่นที่ทั่วประเทศไทยมีของขวัญ ของฝาก ที่ผลิตแล้วจำหน่ายได้ทั่วทั้งประเทศไทยและสามารถส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ จะสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับอาณาประชาราษฎรสักเพียงไหน

     วันนี้มีของขวัญ ของฝากที่เลื่องชื่อลือชาของประเทศไทยอันเป็นที่นิยมต่อชาวโลก กระทั่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญไปแล้ว และควรเป็นแบบอย่างให้ทั้งส่วนราชการและประชาชนในทุกถิ่นที่ได้พิจารณาศึกษา จึงขอยกตัวอย่างมาแนะนำกันดังต่อไปนี้

     เรื่องแรก คือถั่วลิสงอบกรอบที่ใช้ยี่ห้อว่า “โก๋แก่” ซึ่งแต่เดิมมาก็ทำกันเป็นสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วขยายเป็นสินค้าระดับชาติ วันนี้ได้พัฒนาหีบห่อหรือที่เรียกว่าแพ็คเกจจิ้งจนน่าซื้อน่าหาน่าพกพา และกลายเป็นสินค้าส่งออกที่ชาวต่างชาตินิยม เพราะจะกินเปล่า ๆ หรือกินแกล้มเบียร์ก็อร่อยถูกใจทั้งสิ้น

     เรื่องที่สอง คือผลิตภัณฑ์หมูหยอง หมูกรอบ หมูแผ่น และกุนเชียง ที่ใช้ยี่ห้อว่า “ปึงหงี่เชียง” ซึ่งเดิมเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อลือชาของท้องถิ่นที่มีขายในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และเพราะรสชาติที่ถูกปากคน จึงกลายเป็นสินค้าที่นิยมชมชอบกันโดยทั่วไปทั่วประเทศ จากนั้นมาถึงชั้นลูกชั้นหลานก็ได้ปรับปรุงพัฒนาหีบห่อให้เป็นแบบของขวัญ ของฝาก โดยมีรูปลักษณ์เช่นเดียวกับกล่องชาที่มีชื่อเสียงของจีน จึงกลายเป็นของฝากระดับชาติ ที่ทั้งคนจีน คนไทย และนักท่องเที่ยวพากันซื้อหากลับบ้าน

     เรื่องที่สาม คือผลิตภัณฑ์แคปหมู หมูหยอง หมูแผ่น และสารพัดผลิตภัณฑ์จากหมูที่ใช้ยี่ห้อว่า “ส.ขอนแก่น” ซึ่งเดิมทีก็พัฒนาการมาเช่นเดียวกับปึงหงี่เชียง แต่ตอนนี้ได้พัฒนาหีบห่อและระบบการจัดจำหน่ายจนกระทั่งขยายตัวไปทั่วประเทศและส่งออกไปทั่วโลก

     เรื่องที่สี่ คือผลิตภัณฑ์แหนม ที่ใช้ชื่อยี่ห้อว่า “แหนมป้าย่น” ซึ่งเป็นแหนมที่มีชื่อเสียงของเชียงใหม่มาตั้งแต่ครึ่งศตวรรษก่อน มาถึงชั้นลูกชั้นหลานก็ได้พัฒนาหีบห่อและวิธีการถนอมอาหารแบบทันสมัย จนกลายเป็นของขวัญ ของฝาก ทั้งระดับชาติและส่งออกไปต่างประเทศแล้ว

     เรื่องที่ห้า คือผลิตภัณฑ์อาหารประเภทห่อหมกของจังหวัดภูเก็ต ที่ใครไปก็ต้องไปหากินตามตลาดและมีขายทั่วไปในจังหวัดภูเก็ต ต่อมาก็จัดระบบส่งออกที่ส่งมาขายถึงกรุงเทพฯ และจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งสินค้าจำพวกลูกชิ้นปลาที่มีชื่อเสียงของภูเก็ตด้วย เป็นลูกชิ้นเนื้อปลาแท้ หอม นุ่ม กรอบ ก็เป็นของขวัญ ของฝากและของส่งไปขายทั่วประเทศเช่นเดียวกัน คงรอเวลาแต่ว่าจะพัฒนาหีบห่อและระบบการถนอมอาหารให้เลื่องชื่อลือชาอย่างไร

     นี่เป็นตัวอย่างที่ยกมาแสดงเพียงห้าเรื่องในพื้นที่อันจำกัด ความจริงแล้วสินค้าจำพวกของขวัญ ของฝาก หรือจะเรียกให้มันส์ปากว่าโอท็อปนั้นมีอยู่ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอทั่วประเทศ และเคยโหมประโคมโฆษณากันเป็นการใหญ่ในยุคหนึ่งแต่ไม่ทำกันจริงๆ จังๆ แต่ไปหยิบฉวยเอาของดังแต่ละแห่งมาตีฆ้องร้องป่าวเพื่อทำมาหากินกับงบโฆษณา แต่มาวันนี้รัฐบาลนี้กำลังเอาจริงก็เห็นทีจะบังเกิดประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติและราษฎรทั้งหลาย

     ไหน ๆ ก็จะทำเรื่องนี้กันแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็น่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีมติให้ทุกส่วนราชการใช้ของขวัญ ของฝาก เป็นราย 3 เดือน หรือเป็นราย 6 เดือน โดยระบุผลิตภัณฑ์สำหรับแต่ละห้วงเวลา เพื่อให้เป็นการส่งเสริมแต่ละรายการไป ทำอย่างนี้สัก 5 ปีก็จะสร้างเศรษฐีให้กับประเทศไทยไม่น้อย

     อย่าลืมว่าเศรษฐีแต่ละคนที่รัฐบาลสร้างขึ้นนั้นจะจ่ายเงินค่าภาษีให้แก่รัฐบาลเป็นจำนวนมาก นั่นคือการสร้างชาติให้มั่งคั่งก็ต้องทำให้ราษฎรในชาติมั่งคั่งเสียก่อน.

 


นึกถึงของขวัญ นึกถึงเรา ร้านของขวัญ Send2Love บริการส่งของขวัญวันเกิด กล่องเซอร์ไพรส์ ส่งช่อดอกไม้ ช่อลูกโป่งวันเกิด ของขวัญให้แฟน ของขวัญวันครบรอบ ของขวัญวันวาเลนไทน์ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น